สมาชิกกลุ่ม

1.ด.ช.กฤษฎิ์        อภิชล                เลขที่ 2
2.ด.ช.ชลันธร       ชัยกิจ                เลขที่ 5
3.ด.ช.ดนุนันท์      ใจดี                   เลขที่ 8
4.ด.ช.ทัตพงศ์      สุชาตานนท์      เลขที่ 9
5.ด.ช.ภาคภูมิ       นุ่นทอง             เลขที่ 13
6.ด.ช.นันทิพัฒน์   ศรีเชื้อ              เลขที่ 16

แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน

เรื่อง โลกของเรา

1. กลุ่มแก๊สในเอกภพที่รวมตัวกัน แล้วกลายเป็นดาวเคราะห์ เรียกกลุ่มแก๊สนั้นว่าอะไร
   ก. กลุ่มแก๊สซิสมิค                                                             
   ข. แมนเทิล
   ค. คอร์                                                                                  
   ง. โซลาร์เนบิวลา

2. ส่วนประกอบของโลก แบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี สามารถแบ่งได้ออกเป็นกี่ส่วน
    ก. 2 ส่วน                             
    ข. 3 ส่วน                             
    ค. 4 ส่วน                             
    ง. 5 ส่วน

3. จากข้อ 2 สามารถแบ่งได้เป็นอะไรบ้าง
   ก. แมนเทิลและแก่นโลก
   ข. เปลือกโลก แมนเทิลและแก่นโลก
    ค. เปลือกทวีป เปลือกสมุทร แมนเทิลและแก่นโลก
    ง. ลิโทสเฟียร์แอสทีโนสเฟียร์ เมโซสเฟียร์แก่นชั้นในและแก่นชั้นนอก

4. คลื่นปฐมภูมิ มีความเร็วประมาณกี่กิโลเมตร/วินาที
   ก. 1-2 กม./วินาที                           
   ข. 3-4 กม./วินาที                             
   ค. 5-7 กม./วินาที                            
   ง. 6-8 กม./วินาที

5. คลื่นใดที่สามารถผ่านได้ทั้งของแข็ง ของเหลว และแก๊ส
   ก. คลื่นปฐมภูมิ                                                                  
   ข. คลื่นทุติยภูมิ                   
   ค. คลื่นซิสมิค                                                                     
   ง. ไม่สามารถผ่านได้ทั้งหมด

6. คลื่นที่มีความเร็ว 3-4 กม./วินาที สามารถทำให้ชั้นหินคดโค้งได้ เป็นสมบัติของคลื่นอะไร ตามลำดับ
   ก. คลื่นปฐมภูมิ ทั้ง 2 สมบัติ                                           
   ข. คลื่นทุติยภูมิ ทั้ง 2 สมบัติ
   ค. คลื่นซิสมิค                                                                     
   ง. คลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิ

7. แก่นโลก มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่อะไรบ้าง
   ก. ซิลิคอนออกไซด์และเหล็กออกไซด์                         
   ข. นิเกิลและอะลูมิเนียมออกไซด์
    ค. เหล็กและนิเกิล                                                              
   ง. อะลูมิเนียมและเหล็ก

8. แก๊สชนิดใด ที่ช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต
   ก. ออกซิเจน                        
   ข.คาร์บอนไดออกไซด์      
   ค. โอโซน                            
   ง. ไนโตรเจน

9. เปลือกสมุทร ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินชนิดใด
   ก. หินตะกอน                     
   ข. หินแปร                           
   ค. หินอัคนี                          
   ง. หินบะซอลต์

10. หากปราศจากสนามแม่เหล็กแล้ว จะมีผผลต่อโลกอย่างไร
   ก. อนุภาคพลังงานจากดวงอาทิตย์จะพุ่งชนโลก
   ข. สิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงชีวิตได้
   ค. ไม่มีผลต่อโลก แต่มีผลต่อดาวเคราะห์รอบนอกของโลก
   ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และข.

กำเนิดโลก

เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัวเป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ และกลายเป็นดาวเคราะห์ในที่สุด
โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็ก และนิเกิล จมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิว ก๊าซไฮโดรเจนถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ทำลายให้แตกเป็นประจุ ส่วนหนึ่งหลุดหนีออกสู่อวกาศ อีกส่วนหนึ่งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นไอน้ำ เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นของแข็ง ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว เกิดทะเลและมหาสมุทร สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้นำคาร์บอนไดออกไซด์มาผ่านการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างพลังงาน และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจน ก๊าซออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แตกตัวและรวมตัวเป็นก๊าซโอโซน ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทำให้สิ่งมีชีวิตมากขึ้น และปริมาณของออกซิเจนมากขึ้นอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา
1.ทฤษฎีเนบูลา  (nebular hypothesis)  อธิบายว่าสารที่เป็นต้นกำเนิดของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์เป็นกลุ่มของเนบูลาซึ่งประกอบด้วยแก๊สและฝุ่นในท้องฟ้า ต่อมากลุ่มเนบูลาเหล่านี้ได้หดตัวและเกิดการหมุนขึ้นอย่างช้าๆ ในระยะแรก และทวีความเร็วขึ้นในระยะหลังทำให้เกิดจุดศูนย์กลางและมีวงแหวนหมุนรอบจุดศูนย์กลางได้มวลสารรวมกันเป็นดวงอาทิตย์ขึ้นตรงจุดศูนย์กลาง การหดตัวเนื่องจากแรงดึงดูดนี้ทำให้เกิดความร้อนขึ้น กลุ่มแก๊สแต่ละกลุ่ม แต่ละวงแหวนได้ก่อกำเนิดเป็นดาวเคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์ กรณีนี้โลกอายุเท่ากับดวงอาทิตย์
2.ทฤษฎีโปรโตแพลเนต   (protoplanet)  อธิบายว่าในอวกาศมีกลุ่มหมอก ฝุ่นละออง และแก๊ส ลอยอยู่ซึ่งต่อมาเกิดการหดตัวด้วยแรงดึงดูดของมวลของตัวเอง เกิดการรวมตัวกันเข้าสู่ศูนย์กลางหลายจุดซึ่งเป็นอิสระต่อกัน แต่ในที่สุดจุดศูนย์กลางเหล่านั้นถูกบีบอัดเข้าด้วยกันจนกลายเป็นดวงอาทิตย์ และมีสสารแยกตัวออกเป็นแผ่นบางๆ เหมือนจานลอยอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ แรงเสียดทานภายในจานดังกล่าวทำให้เกิดการไหลคล้ายกระแสน้ำวนในจาน   ทำให้จานแตกแยกตัวออกเป็นมวลที่อัดแน่น เรียกว่าโปรโตแพลเนต (protoplanet) หลายๆ ชิ้น  ซึ่งในที่สุดกลายเป็นดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งโลกด้วย สำหรับส่วนที่หลุดออกไปนอกวงโคจรจะกลายเป็น ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์น้อย
3.ทฤษฎีพลาเนตติซิมัล (planetesimal hypothesis) อธิบายว่าโลกแยกตัวจากดวงอาทิตย์ โดยเกิดจากการโคจรผ่านเข้ามาของดาวขนาดใหญ่มากดวงหนึ่ง แรงดึงดูดของดาวดวงนี้ได้ดึงเอาส่วนหนึ่งของดวงอาทิตย์แยกออกไปเกิดเป็นดาว เคราะห์ต่างๆ ขึ้น กรณีนี้โลกของเรามีอายุน้อยกว่าดวงอาทิตย์

โครงสร้างภายในของโลก


โลกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756 กิโลเมตร (รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x 1024 กิโลกรัม และมีความหนาแน่นเฉลี่ย 5.5 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (หนาแน่นกว่าน้ำ 5.5 เท่า) นักธรณีวิทยาทำการศึกษาโครงสร้างภายในของโลก โดยศึกษาการเดินทางของ “คลื่นซิสมิค” (Seismic waves) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ

คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัดขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็นคลื่นที่สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิดอื่น โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลื่นปฐมภูมิทำให้เกิดการอัดหรือขยายตัวของชั้นหิน

คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลว คลื่นทุติยภูมิมีความเร็วประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิทำให้ชั้นหินเกิดการคดโค้ง